สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตรัง

การวิเคราะห์ข้อมูล PDF พิมพ์ อีเมล
  
ศุกร์, 04 เมษายน 2008 09:09

        3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล                       

             
ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้เนื่องจากครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดตรัง จึงพยายามใช้สถิติระดับพื้นฐาน
(ค่าสัดส่วนร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และพยายามนำเสนอในรูปแบบของกราฟ
และภูมิศาสตร์สารสนเทศ  ซึ่งสามารถสร้างความเข้าใจให้กับคนหมู่มากได้ดี
สำหรับเกณฑ์การวิเคราะห์ข้อมูล
ได้กำหนดตัวแปรหลัก โดยใช้ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการเทียบเคียง โดยกำหนดเป็นทิศทาง
3 ระดับ
คือระดับปกติ
(สีเขียว)  ระดับต้องเฝ้าระวัง(สีเหลือง) และระดับเตือนภัย(สีแดง) โดยมีสูตรการคำนวณอิงกลุ่มดังนี้

                             -  ระดับปกติ(สีเขียว)        =  ไม่เกินค่าเฉลี่ยในทางลบ
             
-    ระดับเฝ้าระวัง(สีเหลือง)  =  ค่าเฉลี่ย + 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทางลบ
             
-    ระดับเตือนภัย(สีแดง)     =  ค่าเฉลี่ย + 2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทางลบ                         
ข้อที่สำคัญในการใช้สูตรคำนวณดังกล่าวคือ ในแต่ละอำเภอถือว่ามีสภาพแวดล้อมทางสังคมเหมือนกัน ได้รับการบริการ
จากรัฐอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นผลของพฤติกรรมเด็กที่เกิดขึ้น จึงเกิดขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสังคมของแต่ละพื้นที่ซึ่งแตกต่าง
กัน และสามารถบ่งชี้ได้ว่าสภาพพื้นที่ใดมีปัญหารุนแรงกว่ากันด้วยวิธีคิดที่เป็นวัตถุวิสัย  
         3.7  ขอบเขตการศึกษา                         
               
3.7.1 ขอบเขตด้านเวลา
ใช้ระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2548
                         
               
3.7.2 ขอบเขตด้านพื้นที่
ใช้หน่วยพื้นที่ระดับอำเภอทั้งจังหวัดตรัง ในระดับมัธยมศึกษา
                                                 3.7.3 ขอบเขตด้านประชากร ใช้กลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาเท่านั้น                          
                
3.7.4 ขอบเขตด้านเนื้อหา
ใช้แนวการศึกษาเชิงพฤติกรรมในเชิงประจักษ์
                         
        
3.8  ข้อจำกัดด้านการศึกษา
                         
               
3.8.1 ข้อจำกัดด้านการตอบแบบสำรวจ
คือ นักเรียนต้องเป็นผู้ตอบแบบสำรวจด้วยตนเอง และไม่มีการ
ลงชื่อหรือหมายเลขที่สามารถโยงได้ถึงนักเรียน ดังนั้นหากมีข้อบกพร่องอันเนื่องจากการตอบแบบสำรวจไม่ครบถ้วน ไม่สามารถตามหาผู้ให้ข้อมูลเพื่อการแก้ไข ปรับปรุงได้
                              
               
3.8.2 ข้อจำกัดอันเนื่องจากการลงรหัส
คือ เนื่องจากการลงรหัสเป็นจำนวนมากถึง 3,655 ตัวอย่าง
จากทั่วจังหวัด แม้จะมีการซักซ้อม  และอบรมกันเป็นอย่างดี แต่ถ้ามีการพิมพ์ผิดพลาดย่อมไม่สามารถตรวจสอบได้
ดังนั้นหากมีข้อมูลสงสัยใด ๆ ทางคณะผู้ประมวลผลจะปรับเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวให้เป็นข้อมูลเสีย
(Missing Data)
 
         
3.9 ผลที่คาดว่าจะได้รับ                         
               
3.8.1 มีฐานข้อมูลพฤติกรรมของเด็กไทยที่ครอบคลุมทุกอำเภอในจังหวัดตรัง
                         
               
3.8.2 สามารถบ่งชี้ปัจจัยเสี่ยงของเด็กไทยในจังหวัดตรังได้
                         
               
3.8.3 สามารถนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาด้านพฤติกรรมของเด็กไทยได้เป็นรายพื้นที่อำเภอ
 
       
4. สถานการณ์พฤติกรรมของเด็กจังหวัดตรัง

    4.1 พฤติกรรมด้านการเรียน

                     4.1.1 วิชาเรียนที่นักเรียนชื่นชอบ                       
                              
ในภาพรวมนักเรียนในจังหวัดตรังจำนวนมากที่สุดราว 1 ใน 4 ชอบวิชาศิลป/คอมพิวเตอร์
(ร้อยละ 27.4) ลดหลั่นลงมาได้แก่วิชาคณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ (ร้อยละ 20.00, 11.90,10.70, และ9.90 ตามลำดับ) 
                    4.1.2 วิชาเรียนที่นักเรียนไม่ชอบ                        
                            
เมื่อพิจารณาวิชาเรียนที่นักเรียนไม่ชอบพบว่าลำดับสูงสุดคือภาษาอังกฤษ (ร้อยละ 26.40)
ลดหลั่นลงมาได้แก่วิชาคณิตศาสตร์ (ร้อยละ 25.00) และที่น่าสนใจคือวิชาภาษาไทยไม่ชอบลดลงเมื่อนักเรียนได้เรียน
ชั้นที่สูงขึ้นจาก ม
.1-.6 (ร้อยละ 6.2, 4.1 , 5.3,  3.4, 3.2 และ 1.7 ตามลำดับ) ส่วนวิชาฟิสิกส์ถือเป็นวิชาที่นักเรียน
ไม่ชอบในลำดับที่
3 เมื่อศึกษาชั้นมัธยมศึกษาชั้นที่ 4-6 (ร้อยละ 22.9,18.7 และ 21.1 ตามลำดับ)

         4.1.3 พฤติกรรมการหนีเรียน เมื่อพิจารณาพฤติกรรมหนีเรียนพบว่าในภาพรวมร้อยละ 64.2 ไม่เคย
หนีเรียน หากหยุดเรียนก็ทำการลาหยุด เมื่อเทียบเคียงกับชั้นเรียนพบว่าแนวโน้นการไม่เคยหนีเรียนยิ่งลดลงเมื่อยิ่งเรียน
สูงขึ้นจาก ม
.1-.6 (ร้อยละ 82.0,78.70, 69.40, 67.30, 69.50 และ 56.30 ตามลำดับ)
สำหรับสาเหตุหลักของ
การหนีเรียนคือเบื่อครู
(ร้อยละ 9) ลดหลั่นลงไปคือ เบื่อการเรียนและเพื่อนชวน (ร้อยละ 7.7 และ 5.2 ตามลำดับ)
ที่น่าจับตามองคือการหนีเรียนอันเนื่องจากเพื่อนชวนที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเมื่อเรียนชั้นสูงขึ้นจาก ม.1- .6 (ร้อยละ  3.9, 3.9,  5.9, 5.7, 6.9 และ 7.1ตามลำดับ)

            สาเหตุหลักของการหนีเรียนจำนวน/คนร้อยละ
ไม่หนีเรียน2,34564.2
เบื่อครู3309.0
เบื่อการเรียน2807.7
ถูกรังแก90.2
เพื่อนชวน1915.2
อื่นๆ50013.7
รวม3,655100

แผนภูมิที่ 3-4 แสดงสาเหตุการหนีเรียนจำแนกตามชั้นเรียน

        
              4.2 พฤติกรรมด้านการใช้ความรุนแรงของนักเรียนในจังหวัดตรัง
                   
4.2.1 บริบทการใช้ความรุนแรงของนักเรียน                       
                            
ทางด้านพฤติกรรมความรุนแรงของ
นักเรียนจังหวัดตรัง มีมุมมองหลักคือเป็นผลจากภายนอก
คือนักเรียนเป็นผู้ถูกกระทำ เช่นการถูกทำร้าย การถูกชิงทรัพย์ และมีมุมมองเสริมคือจากภายในที่นักเรียนเป็นผู้กระทำ
การเอง เช่นการพกพาอาวุธไปโรงเรียน หรือมีส่วนร่วมในการกระทำการเช่นการชกต่อยหรือทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น
                                         การพิจารณาการใช้ความรุนแรงของนักเรียน นอกจากสามารถวิเคราะห์ประเด็นที่เป็นจริงโดย
การรับรู้ว่ามีหรือไม่ หรือนับจำนวนครั้ง และเมื่อเทียบความสัมพันธ์กับตัวแปรสำคัญอื่น ๆ ยังสามารถพยากรณ์แนวโน้ม
ความรุนแรงได้ จากการสำรวจมีข้อค้นพบสำคัญดังนี้
                   
4.2.2 การถูกทำร้ายจากคนในครอบครัว                       
                            
ในภาพรวมนักเรียนจังหวัดตรังถูกทำร้ายจากคนในครอบครัวราว 1 ใน 10 (ร้อยละ 13)
โดยส่วนใหญ่เชื่อว่าการทำร้ายนักเรียนมีเจตนาเพื่อการสั่งสอนแม้ว่าบางครั้งจะรุนแรงไปบ้าง โดยส่วนมากให้ข้อมูล
การถูกทำร้าย
1-2 ครั้งต่อปี และพบว่ายิ่งเรียนสูงขึ้นยิ่งถูกทำร้ายจากคนในครอบครัวมีแนวโน้มน้อยลง เช่นการถูกทำร้าย
โดยคนในครอบครัว
1-2 ครั้งต่อปีของนักเรียนตามระดับชั้น  .1-.6 (ร้อยละ 13.70, 11.00, 10.00, 10.70, 6.70
และ 5.40 ตามลำดับ)  
 
          
แผนภูมิที่ 4-5 การถูกทำร้ายจากคนในครอบครัวตารางแสดงภาพรวมการถูกทำร้ายจากคนในครอบครัว 
การถูกทำร้ายจากคนในครอบครัวจำนวน/คนร้อยละ
1-2 ครั้ง37410.2
3-5 ครั้ง621.7
6-10 ครั้ง190.5
11 ครั้งขึ้นไป190.5
ไม่เคย3,18187.0
รวม3,655100
                     4.2.3 ความปลอดภัยเมื่อไปโรงเรียน                       
                             
นักเรียนในจังหวัดตรังยังมีความจำเป็นต้องเดินทางและครึ่งหนึ่งของชีวิตต้องอยู่ในโรงเรียน
เมื่อถามถึงความปลอดภัยระหว่างเดินทางและระหว่างอยู่ในโรงเรียนในระยะเวลา 1 ปีผ่านมาพบว่าเกือบจะ 
2  ใน 10 
รู้สึกไม่ปลอดภัย (ร้อยละ 17.5 ) ยิ่งเรียนสูงขึ้น ยิ่งรู้สึกปลอดภัยน้อยลงโดยส่วนใหญ่ที่รู้สึกไม่ปลอดภัยประมาณปีละ
1-2 ครั้งในภาพรวม ร้อยละ  12.4  
                           
 แผนภูมิที่ 4-6 ความรู้สึกไม่ปลอดภัยระหว่างเดินทางไป-กลับ หรืออยู่ที่โรงเรียน  
ความรู้สึกไม่ปลอดภัยระหว่างเดินทางไป-กลับ หรืออยู่ที่โรงเรียนจำนวน/คนร้อยละ
1-2 ครั้ง45412.4
3-5 ครั้ง1083.0
6-10 ครั้ง260.7
11 ครั้งขึ้นไป501.4
ไม่เคย3,01782.5
รวม3,655100
                          การทะเลาะเบาะแว้งของนักเรียน ถือเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินการใช้ความรุนแรงในหมู่นักเรียน เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวแสดงถึงการตัดสินปัญหาหรือความต้องการโดยการใช้กำลัง เพื่อหักโค่นผู้อื่นหรือกระทำการให้ผู้อื่นยินยอมเพื่อสนองความต้องการของแต่ละคน จากการสำรวจพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ราว 4 ใน 5 จะไม่ผ่านการใช้กำลังต่อสู้ชกต่อยกับผู้อื่นเลยในรอบหนึ่งปี (ร้อยละ82.5) แต่ที่เหลือนักเรียนยังต่อสู้ชกต่อยกับผู้อื่นปีละ 1- 2 ครั้ง(ร้อยละ 14.6)  และมีไม่ถึงร้อยละ 1 ที่ต่อสู้กับผู้อื่นเป็นประจำหรือมากกว่า 11 ครั้งต่อปี
                        
แผนภูมิที่ 4-7 จำนวนครั้งของการทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรง 
จำนวนครั้งของการทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรงจำนวน/คนร้อยละ
1-2 ครั้ง53514.6
3-5 ครั้ง711.9
6-10 ครั้ง130.4
11 ครั้งขึ้นไป190.5
ไม่เคย3,01782.5
รวม3,655100
                         สำหรับการถูกชิงทรัพย์หรือถูกขโมยทรัพย์สินพบว่า ราว 4 ใน 5 ไม่เคยถูกชิงทรัพย์ (ร้อยละ 81.8) ส่วนที่เหลือโดนชิงทรัพย์ประมาณปีละ 1-2 ครั้ง สูงสุด คือ ม.3, ม.2 (เท่ากับ ม.5) และ ม.1 ตามลำดับ โดยในภาพรวม ร้อยละ 15.6  สิ่งที่น่าสังเกตว่าการชิงทรัพย์ 3-5 ครั้ง  มีแนวโน้มลดลงเมื่อนักเรียนเรียนชั้นสูงขึ้น 
                         
แผนภูมิที่  4-8  จำนวนครั้งที่ถูกลักขโมยข้าวของ หรือถูกชิงทรัพย์  
  1.  
    1. จำนวนครั้งที่ถูกลักขโมยข้าวของหรือถูกชิงทรัพย์จำนวน/คนร้อยละ
      1-2 ครั้ง57015.6
      3-5 ครั้ง691.9
      6-10 ครั้ง140.4
      11 ครั้งขึ้นไป140.4
      ไม่เคย2,98881.8
      รวม3,655100
                        สำหรับข้อมูลการถูกทำร้ายจนบาดเจ็บจนต้องเข้ารักษาตัวในสถานพยาบาลพบว่า สูงสุด คือนักเรียนชั้น ม.3 ,ม.1 และ ม.4 ตามลำดับ (ร้อยละ 5.9 ,5.8  และ 5.7) 
             
           เมื่อพิจารณาด้านการพกอาวุธไปโรงเรียนเพื่อป้องกันตนเอง อันเนื่องมาจากความรู้สึกไม่ปลอดภัยใน 30 วัน ที่ผ่านมา นักเรียนชั้น ม.3 พกพาอาวุธไปโรงเรียนสูงสุด 1-2 วัน (ร้อยละ  8.7) และต่ำสุดเป็นนักเรียนชั้น ม.1 (ร้อยละ 0.7)  และพบว่าการพกพาอาวุธมา 1-2 วัน มีเพียงเล็กน้อย 
                        สำหรับความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตประจำวันในภาพรวม พบว่า ส่วนใหญ่มองว่าค่อนข้างปลอดภัยถึงปลอดภัยมาก (ร้อยละ 58.5 และ 31.2 ตามลำดับ) โดยยิ่งเรียนชั้นสูงขึ้นจะมีความรู้สึกปลอดภัยยิ่งขึ้น
                       
แผนภูมิที่ 4-11  ความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตประจำวัน  
  
  1. ความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตประจำวันจำนวน/คนร้อยละ
    ไม่ปลอดภัยเลย1434.0
    ค่อนข้างไม่ปลอดภัย2296.3
    ค่อนข้างปลอดภัย2,13958.5
    ปลอดภัยมาก1,13931.2
    รวม3,655100



แก้ไขล่าสุด ( อังคาร, 08 เมษายน 2008 04:23 )