| คุณภาพสังคม |
|
|
|
| ศุกร์, 04 เมษายน 2008 08:22 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
คุณภาพสังคม : วิเคราะห์จากพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กไทยจังหวัดตรัง 1.ความเป็นมา การสำรวจการเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กในจังหวัดตรัง เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษา และพัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยทางสังคม โดยมีหลักคิดสำคัญคือการใช้หลักประชากร กลุ่มเสี่ยง (Population at risk) โดยเลือกกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญคือ กลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะ ที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ มีทักษะในการสื่อสารสิ่งที่ตนเองต้องการได้ และมีวุฒิภาวะดีพอสมควร อายุระหว่าง 13-18 ปี ซึ่งเมื่อเทียบกับระดับการศึกษาแล้วจะอยู่ในช่วงระหว่างระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ดังนั้น ผู้ให้ข้อมูลทั้งหมดจึงกำหนดให้เป็นนักเรียนเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มประชากรหลักที่ใช้ในการ ศึกษา ในการสำรวจข้อมูลนักเรียนครั้งนี้ ครอบคลุมถึงระดับอำเภอทุกอำเภอในจังหวัดตรัง ทั้งหมด 10 อำเภอ ซึ่งถือว่าเป็นการสำรวจข้อมูลที่มีปริมาณมากพอสมควร ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับการสร้าง เครื่องมือเป็นอย่างยิ่ง โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้ 1) ความเหมาะสมกับสถานการณ์และปัญหาของ สังคมไทยปัจจุบัน กล่าวคือสะท้อนถึงค่านิยมและพฤติกรรมที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน 2) ความครอบคลุมของประเด็นที่ควรสำรวจ โดยเน้นแนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมเด็กและวัยรุ่น โดยอิงจากแนวคิดตะวันตกและตะวันออก 3) ความชัดเจนในการให้เป็นเครื่องมือวัด คือแต่ละข้อต้องสามารถวัดได้ด้วยลักษณะ ของข้อคำถามที่เป็นข้อเท็จจริง มีประเด็นเดียวในหนึ่งคำถาม 4 ) การมีส่วนร่วมจากภาคีที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือได้สอบถามจากนักวิชาการตัวแทนขององค์กรพัฒนา เอกชนที่ทำงานด้านเด็ก ตัวแทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตลอดจนนักเฝ้า ระวังซึ่งเป็นกลไกหลักในการดำเนินการจัดเก็บข้อมูล
2.วัตถุประสงค์ 2.1 การสำรวจข้อมูลพื้นฐานพฤติกรรมของเด็ก (Child Behavior Baseline Data) เพื่อการเฝ้าระวังและเตือนภัยทางสังคม 2.2 การวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงของเด็กในจังหวัดตรัง 2.3 นำเสนอความรุนแรงปัญหาในลักษณะการเตือนภัยพฤติกรรมเด็กจำแนกรายพื้นที่อำเภอในจังหวัดตรัง 3. วิธีการสำรวจข้อมูล แนวคิดในการสำรวจข้อมูลต้องมีสร้างเครื่องมือคือ การออกแบบแบบสำรวจเพื่อทำการเก็บข้อมูลเชิง ปริมาณ (Quantitative Survey) และออกแบบให้สอดคล้องกับผู้ให้ข้อมูลคือ เด็กนักเรียนอายุระหว่าง 13-18 ปี หรือเทียบกับระดับชั้นการศึกษาคือ มัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ในการสร้างเครื่องมือดังกล่าว มีการดำเนินการดังนี้ 3.1 การกำหนดกรอบและสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ คณะผู้ศึกษาได้นำแบบสำรวจพฤติกรรม เสี่ยงของเด็ก ซึ่งดำเนินการโดยประเทศแคนาดามาพิจารณาเป็นต้นแบบ จากนั้นจึงทำการปรับปรุงกรอบโดยเน้นที่สภาพ ทางวัฒนธรรมของสังคมไทยเป็นสำคัญ จากนั้นจึงทำการพิจารณาที่มาตรวัดและวิธีการวัด ทั้งหมดนี้ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านระเบียบวิธีวิจัย จนได้แบบสำรวจขึ้นมาหนึ่งชุด เรียกว่า “แบบสำรวจการเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงของ เด็กไทย ” 3.2 ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา 3.2.1 ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) ในที่นี้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นข้อคำถามเชิงกาย ภาพและการอยู่อาศัย เช่น เพศ อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก ความเพียงพอของค่าใช้จ่าย ที่มาของค่าใช้จ่าย ศาสนา ฯลฯ มี 12 ตัวแปรย่อย 3.2.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variable) ได้กำหนดไว้ 6 ตัวแปรหลักดังนี้ 1) พฤติกรรมด้านการเรียน หมายถึง กิจกรรมของนักเรียนที่เกี่ยวกับการเรียน เช่น วิชาที่ชอบ วิชาที่ไม่ชอบ การหนีเรียน เป็นต้น 2) พฤติกรรมการใช้ความรุนแรง หมายถึง กิจกรรม พฤติกรรมของนักเรียน และ ปัจจัยภายนอก ที่เกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เช่นการทะเลาะ การใช้อาวุธ การชิงทรัพย์ 3) พฤติกรรมด้านความปลอดภัยในการเดินทาง หมายถึง กิจกรรมของนักเรียนที่เกี่ยวกับ การใช้ยานพาหนะ 4) ความเครียด หมายถึง ความรู้สึก และ พฤติกรรมของนักเรียนที่เกี่ยวกับ ความตึงเครียดจาก การใช้ชีวิต ความรู้สึกหดหู่ การคิดฆ่าตัวตาย การปรึกษาเมื่อเกิดความเครียด 5) พฤติกรรมการบริโภคบุหรี่ เครื่องดื่มมีแอลกอฮอร์ หมายถึง กิจกรรมของนักเรียน ที่เกี่ยวกับ บุหรี่ เครื่องดื่มมีแอลกอฮอร์ โดยพิจารณาจากปริมาณการเสพ/ดื่ม 3.3 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.3.1 ประชากร ในการเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กในจังหวัดตรัง ได้เลือกประชากรกลุ่ม เป้าหมายที่เป็นกลุ่มเสี่ยง (Population at risk) เป็นกลุ่มเด็กอายุระหว่าง 13-18 ปี ซึ่งตรงกับการศึกษาระดับ มัธยมศึกษา (ม.1-ม.6) ดังนั้นกลุ่มประชากรสำหรับการเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กไทยพิจารณา จากกลุ่ม นักเรียนประเภทสามัญศึกษาสังกัดรัฐบาล ในระดับมัธยมศึกษาตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนต้นถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ทั่งจังหวัดตรัง จำนวนทั้งสิ้น 3,600 คน เป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 2,400 คน และนักเรียนระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,200 คน 3.3.2 กลุ่มตัวอย่างในการเก็บข้อมูลใช้ลักษณะของตัวแทน โดยกำหนดว่าจะต้องได้ข้อมูล ทั้งหมดทุกอำเภอ และสามารถอธิบายสภาพปัญหาของเด็กไทยได้ถึงรายอำเภอ โดยแต่ละอำเภอต้องการข้อมูล 360 ตัวอย่าง (การกำหนดตัวอย่างพิจารณาจากคู่มือการทำงานของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด,2547) ซึ่งในทางปฏิบัติจริงสามารถเก็บข้อมูลได้ 3,655 ตัวอย่าง 3.4 วิธีการเก็บและรวบรวมข้อมูล การเก็บตัวอย่างใช้วิธีการแบบหลายขั้นตอน (multi-stages sampling) โดยได้ตั้งเป้าหมายจำนวนตัวอย่างทั้งสิ้นประมาณ 3,600 คน โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1) การเก็บข้อมูลแบบสำมะโน (Census) โดยดำเนินการเก็บตัวอย่างทุกอำเภอรวม 10 อำเภอ 2) กำหนดโควต้า (quota sampling) อำเภอละ 2 โรงเรียนโดยเลือกโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน ในระดับมัธยมศึกษามากที่สุดสองลำดับแรกโรงเรียนละ 180 คน รวม 360 คน ในกรณีอำเภอใดมีโรงเรียนมัธยมศึกษา 1 แห่ง ให้เก็บ 360 คน 3) กำหนดสัดส่วน (proportion sampling) เก็บข้อมูลนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นต่อ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ 2:1 ตามฐานข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ คิดเป็นนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 240 คน นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 120 คน 4) กำหนดเก็บข้อมูลจากนักเรียนจำนวน 2 ห้อง ต่อชั้นเรียนต่อโรงเรียน โดยเก็บจากนักเรียนห้อง ที่ 2 และ ห้องที่ 3 ของแต่ละชั้น ในจำนวนที่เท่ากัน โดยเริ่มจากหมายเลขแรกจนถึงจำนวนที่ต้องการ หากมีจำนวนไม่เพียงพอให้เก็บข้อมูลห้องถัดไปยกเว้นว่าเป็นห้องสุดท้ายของชั้น ไม่ต้องทำการเก็บ ตัวอย่างเช่น ชั้น ม. 1/2 และ ชั้น ม. 1/3 หากไม่พอเก็บชั้น ม. 1/4 รวม ชั้นเรียนละ 40 คนในส่วนของ ม.1-ม.3 และ ม.4- ม.6 ชันเรียนละ 20 คน รวมทั้งโรงเรียน 180 คน รายละเอียดการเก็บตัวอย่างต่อโรงเรียน เป็นดังนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 คน ต่อห้อง จำนวน 2 ห้องรวม 40 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 20 คน ต่อห้องจำนวน 2 ห้องรวม 40 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน ต่อห้องจำนวน 2 ห้องรวม 40 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 คน ต่อห้องจำนวน 2 ห้องรวม 20 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 10 คน ต่อห้องจำนวน 2 ห้องรวม 20 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 คน ต่อห้องจำนวน 2 ห้องรวม 20 คน 3.5 ลักษณะทั่วไปของผู้ให้ข้อมูลสถานการณ์พฤติกรรมเด็กของจังหวัดตรัง ข้อมูลพื้นฐานของตัวอย่างซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะของผู้ให้ข้อมูล ซึ่งใช้เป็นฐานในการนำเสนอมีดังนี้ 1) ผู้ให้ข้อมูลเป็นนักเรียนชั้น ม.1-ม.6 เท่านั้นและเก็บมาจากทุกอำเภอที่มีโรงเรียนชั้นมัธยม ศึกษา 10 อำเภอ มีจำนวนผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 3,655 ราย 2) ผู้ให้ข้อมูลมีสัดส่วนใกล้เคียงกันระหว่างหญิงชาย (ร้อยละ 44.09 ต่อ 55.91 ตามลำดับ) 3) เมื่อพิจารณาตามชั้นเรียนจาก ม.1-ม.6 พบว่ามีผู้ให้ข้อมูลคิดเป็นร้อยละ 22.1, 21.25, 22.2, 12.11, 11.16 และ 11.19 ตามลำดับ โดยที่กลุ่ม ม.1-ม.3 คิดเป็นร้อยละ 65.54 และกลุ่ม ม.4-ม.6 คิดเป็นร้อยละ 34.46 แผนภูมิที่ 2-1 แสดงจำนวนนักเรียนที่ให้ข้อมูล 4) สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือเรื่องทางกายภาพ พบว่านักเรียนชั้น ม.1 ในด้านของน้ำหนักและส่วนสูงเฉลี่ยไม่มีความแตกต่างระหว่างชายหญิง แต่เมื่อเรียนชั้นสูงขึ้น ส่วนสูงเฉลี่ย และ น้ำหนักเฉลี่ยของเพศชายจะสูงกว่าเพศหญิงอย่างเห็นชัด แสดงอายุเฉลี่ย ความสูงเฉลี่ย และ นำหนักเฉลี่ย จำแนกตามชั้นเรียน
5) ทางด้านสัมพันธภาพในครอบครัวพบว่าส่วนใหญ่ราว 3 ใน 4 ราบรื่นอบอุ่น(ร้อยละ 68.1) ที่เหลือทะเลาะกันบ้าง(ร้อยละ 26.4) สำหรับกลุ่มที่ทะเลาะกันบ่อยมีเพียงเล็กน้อย(ร้อยละ .07) แผนภูมิที่ 2-2 แสดงสัมพันธภาพในครอบครัวของนักเรียนจำแนกรายชั้นเรียน
6) ทางด้านปัญหาทางการเงินของครอบครัวพบว่าส่วนใหญ่ราว 9ใน10ไม่มีปัญหาเลยหรือมีเพียงเล็กน้อย (ร้อยละ 96) มีเพียงส่วนน้อยที่มีปัญหาทางการเงินระดับมาก (ร้อยละ 4) แสดงปัญหาทางการเงินของนักเรียนจำแนกรายชั้น
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| แก้ไขล่าสุด ( ศุกร์, 04 เมษายน 2008 09:07 ) | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||


