| งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง(พฤติกรรมเด็กและเยาวชน) |
|
|
|
| พุธ, 26 มีนาคม 2008 04:06 | |
|
4.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นักพฤติกรรมศาสตร์กลุ่มหนึ่ง (สุภาพรรณ และคณะ 2545, 1-7) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูและพฤติกรรมส่วนบุคคลของวัยรุ่นไทยตามจำแนกการอบรมเลี้ยงดูเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (ควบคุมสูง และตอบสนองต่อเด็กสูง) 2. การอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (ควบคุมสูง และตอบสนองต่อเด็กต่ำ) 3. การอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (ควบคุมต่ำ และตอบสนองต่อเด็กสูง) 4. การอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (ควบคุมต่ำ และตอบสนองต่อเด็กต่ำ) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่เป็นรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่ดีที่สุด เนื่องจากมีการสื่อสารสองทางที่ชัดเจนพูดเป็นฟังเป็น มีการให้ความรักความอบอุ่น ส่งเสริมความเป็นตัวของตัวเอง เอื้อต่อการพัฒนาพฤติกรรมที่เหมาะสมกับวัย เด็กสามารถปรับตัวด้านครอบครัวได้ดีกว่า เผชิญปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า สามารถจัดการปัญหาได้โดยตรง และหนีปัญหาน้อยกว่าเด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม, แนวตามใจ หรือแบบทอดทิ้ง นพมาศ ธีรเวคิน (2539) ได้กล่าวถึง งานวิจัยเกี่ยวกับสถานรับเลี้ยงเด็กทั้งในเยอรมันและสหรัฐอเมริกา ทารกที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กที่ขาดการสัมผัส ขาดความอบอุ่น ปราศจากความรักและเอาใจใส่แบบพ่อแม่ มีผลให้ภูมิต้านทานโรคลดต่ำลง มีอัตราการตายสูง และพบว่าเด็กที่รอดชีวิตมีปัญหาทางจิตใจ เช่น จิตใจอ่อนแอ เกเร มีความผิดปกติทางจิตใจสูงเป็นต้น การศึกษาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า การเลี้ยงดูของแม่มีการสื่อความรัก และสัมผัสด้วยความรัก ความอบอุ่น เอาใจใส่สูงกว่าพยาบาลหรือคนเลี้ยงเด็กทั่วไป นอกจากแม่แล้วนักพฤติกรรมศาสตร์ชี้ให้เห็นความสำคัญของแม่ในฐานะบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อเด็กในการสร้างมนุษย์สัมพันธ์กับบุคลอื่นเมื่อเขาเติบโตขึ้น และให้ความสำคัญกับพ่อในฐานะบุคคลที่สำคัญอีกคนหนึ่งในครอบครัวไว้ดังนี้ แนวความคิดของฟรอยด์เห็นว่า พ่อเป็นบุคคลที่กระตุ้นพัฒนาการที่สำคัญ 2 ประการในชีวิตมนุษย์ คือ ประการแรก การอยู่ของพ่อก่อให้เกิดพัฒนาการทางศีลธรรม จากการศึกษาของรัชตัน (Rushton 1980) พบว่า สตรีที่สามีตายจะอบรมให้ลูกสาวมองผู้ชายในแง่ดี และลูกสาวขี้อายเมื่อพบเพศตรงข้าม ส่วนสตรีที่หย่าร้างอบรมลูกสาวให้มองผู้ชายในแง่ไม่ดี และลูกสาวชอบวิ่งเข้าหาเพศตรงข้าม ไม่ค่อยระวังกิริยามารยาทเมื่ออยู่กับเพศตรงข้าม และมีอัตราการแต่งงานและหย่าร้างสูงกว่า ประการที่สอง การปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก ทำให้เกิดเอกลักษณ์ทางเพศที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองนั้น เมืองที่เด็กชายที่ขาดพ่อเพราะถูกเกณฑ์ไปรบ มีอัตราการเป็นโฮโมเซ็กชวลสูงกว่าเมืองที่พ่อถูกเกณฑ์ไปรบน้อยกว่า นอกจากนี้ยังพบว่าพ่อมีอิทธิพลของบุคลิกภาพความเป็นชาย เด็กผู้ชายจะพยายามทำตัวเหมือนพ่อ เลียนแบบพฤติกรรมของพ่อเพื่อให้แม่รักตนเหมือนรักพ่อ แต่ถ้าพ่อเป็นตัวแบบที่อ่อนแอไม่น่านับถือเฉื่อยชา อาจทำให้ลูกไม่อยากเลียนแบบ แล้วกลับมาเลียนแบบแม่ที่ใช้อำนาจในบ้านแทน ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นได้ว่าการขาดพ่อหรือขาดแม่ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ขาดความอบอุ่นจากครอบครัวทำให้เกิดผลทางลบต่อพฤติกรรม พัฒนาการทางบุคลิกภาพ เอกลักษณ์ทางเพศหรือพฤติกรรมผิดปกติทางเพศ จากการวิจัยลักษณะของบิดามารดาที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูบุตรเพื่อถ่ายทอดลักษณะทางพุทธศาสนา ทำให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า บิดามารดาที่ให้ในการอบรมเลี้ยงดูบุตรเพ่อส่งเสริมให้เป็นคนดีมีคุณธรรมตามแนวพุทธศาสนานั้น เป็นบิดามารดาที่มีลักษณะทางพุทธสูง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการดำเนินชีวิตประจำวันตามวิถีทางแบบพุทธที่สำคัญคือยึดมั่นในการปฏิบัติตนตามหลักธรรมขั้นพื้นฐาน อันได้แก่ การบริจาคทาน การรักษาศีลห้า และหมั่นปฏิบัติสมาธิภาวนา) เป็นผู้ที่มีสุขภาพจิตดี และให้การปฏิสัมพันธ์กับบุตรอย่างใกล้ชิดและมีคุณภาพด้วย นอกจากนี้ผลการวิจัยยังให้ภาพโดยรวมว่าฝ่ายบิดาที่มีคุณลักษณะดังกล่าวข้างต้นในปริมาณสูง สามารถปฏิบัติบทบาทหน้าที่ด้านการอบรมสั่งสอนบุตรวัยรุ่นเพื่อปลูกฝังหลักคุณธรรมตามแนวพุทธศาสนาได้เด่นชัดกว่าฝ่ายมารดาด้วย ดังนั้นผู้ปกครองฝ่ายบิดาจึงควรได้รับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อพัฒนาประสบการณ์ทางพุทธศาสนาและลักษณะทางพุทธ และให้มีการตระหนักถึงความสำคัญในบทบาทของตนด้านการถ่ายทอดทางพุทธศาสนามากยิ่งขึ้นด้วย (ดวงเดือน พันธุมนาวิน 2530, น378) ดวงเดือน พันธุมนาวิน และคณะ (2528 : 4 – 14 ) ได้สำรวจและรายงานทฤษฎีและผลการวิจัยที่สแดงให้เห็นถึงความสำคัญของวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กต่อพัฒนาการทางจิตใจและพฤติกรมของเยาวชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ สรุปได้ดังนี้ 1. พ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกแบบรักและสนับสนุน จะแสดงความรักใคร่เอาใจใส่ สนใจทุกข์สุของลูก มีความใกล้ชิดลูก กระทำกิจกรรมร่วมกับลูก ให้ความสนิทสนม สนับสนุนช่วยเหลือ และให้ความสำคัญแก่ลูก พ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกด้วยวิธีการแบบนี้จะเป็นผู้ที่ลูกรัก ลูกเห็นความสำคัญของพ่อแม่ ยอมรับการอบรมสั่งสอนต่างๆของพ่อแม่ได้ง่าย มีความรับผิดชอบสูง ไม่ทำผิดระเบียบหรือกฎหมายบ้านเมือง เมื่อทำผิดยอมสารภาพผิด รู้สึกละอายในการทำผิด ก้าวร้าวน้อย ให้ความร่วมมือกับผู้อื่นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนวัยรุ่นไทยนั้น วิธีอบรมเลี้ยงดูแบบใช้เหตุผลทำให้นักเรียนวัยรุ่นไทยมีเหตุผลเชิงจริยธรรมค่อนข้างสูง มีความสามารถคาดการณ์ไกล รู้จักบังคับตนให้อดได้รอได้ ซื่อสัตย์ มีสัมมาคารวะ เอื้อเฟื้อ มีสุขภาพจิตดี ปรับตัวได้ดี และมีความวิตกกังวลน้อย 2. พ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกแบบใช้เหตุผล จะอธิบายเหตุผลแก่ลูกเมื่อต้องการส่งเสริมหรือขัดขวางการกระทำของลูก มีการให้รางวัลและลงโทษเพื่อให้ลูกเรียนรู้ในสิ่งที่ควรและไม่ควรทำ การเลี้ยงดูแบบนี้จะทำให้เด็กโตและวัยรุ่นสามารถต้านทานสิ่งยั่วยุใจได้ เมื่อทำผิดจะรู้สึกละอายและยอมรับผิด มีเหตุผลเชิงจริยธรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่วัยรุ่นไทยที่มาจากครอบครัวที่มีระดับเศรษฐกิจและสังคมต่ำ ถ้าได้รับการเลี้ยงดูแบบใช้เหตุผลก็จะมีเหตุผลเชิงจริยธรรมสูง สุขภาพจิตดี และมีลักษณะมุ่งอนาคตด้วย 3. พ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกแบบลงโทษทางจิตมากกว่าทางกายจะปฏิบัติลูกเมื่อลูกทำความผิดด้วยการลงโทษทางจิต เช่น ดุ ด่า ตำหนิ ทำท่าไม่พอใจ เมินเฉย มากกว่าลงโทษทางกาย เช่น ทุบตี หรือทำให้เจ็บตัว ลูกที่ได้รับการลงโทษทางจิตจะรู้สึกไม่สบายใจ แต่จะรู้สึกว่าพ่อแม่รักตนมากกว่าลูกที่ถูกลงโทษทางกาย และวัยรุ่นที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบรักอบอุ่นมากควบคู่กับได้รับการลงโทษทางจิต จะมีมโนธรรมสูงมากกว่าวัยรุ่นที่รับการอบรมเลี้ยงดูลักษณะเดียวกัน แต่ได้รับการลงโทษทางกาย 4. พ่อแม่ที่เลี้ยงดูแบบควบคุม จะออกคำสั่งให้ลูกทำตามแล้วคอยตรวจตราใกล้ชิดว่าลูกทำตามที่ตนต้องการหรือไม่ ถ้าไม่ทำตามก็จะลงโทษ การเลี้ยงดูแบบควบคุมมากจะมีประโยชน์ต่อเด็กเล็กจนถึงวัยรุ่นตอนต้น และมีประโยชน์ต่อเด็กหญิงมากกว่าเด็กชาย สำหรับเด็กไทยผลการวิจัยพบว่าวัยรุ่นไทยตอนต้นที่ถูกควบคุมมากเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์มีสัมมาคารวะ เอื้อเฟื้อ กตัญญู และยึดถือเรื่องบาปบุญมากกว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบควบคุมน้อยอย่างไรก็ตามเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่นตอนกลางแล้วการเลี้ยงดูแบบควบคุมน้อย คือ ปล่อยให้คิดตัดสินใจเอง และเปิดโอกาสให้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มีสุขภาพจิตดีกว่าก้าวร้าวน้อย และมีจริยธรรมอยู่ในระดับสูงกว่า 5. พ่อแม่ที่เลี้ยงดูแบบให้พึ่งตนเองเร็ว จะเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันด้วยตนเอง ภายใต้การแนะนำและฝึกฝนจากพ่อแม่ ซึ่งจะทำให้ลูกช่วยตนเองได้เร็ว และไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น ผลการวิจัยพบว่าลูกที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงเป็นลูกที่พ่อแม่ฝึกให้พึ่งตนเองตั้งแต่เด็กๆ มากกว่าลูกที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่ำ ดวงเดือน พันธุมนาวิน (2536) ศึกษาลักษณะทางจิตและพฤติกรรมวัยรุ่นที่อยู่ในสภาวะเสี่ยงในครอบครัวและทางป้องกัน พบว่า 1. การอบรมเลี้ยงดูเหมาะสมและการมีสัมพันธภาพที่ดีมีความเข้าใจกัน ทำให้ครอบครัวไม่แตกแยก และเด็กไม่เกิดความเครียด มีอารมณ์ดี 2. ครอบรัวเครียด (พ่อแม่อยู่ด้วยกันแต่สัมพันธภาพไม่ราบรื่น) และครอบครัวแตก (พ่อแม่หย่าร้างไม่ได้อยู่ด้วยกัน) อบรมเลี้ยงดูเด็กไม่เหมาะสม กล่าวคือ อบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุนน้อยและใช้เหตุผลน้อย 3. ครอบครัวเครียด ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของเด็กคือ เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวคบเพื่อนไม่เหมาะสม และผลการเรียนต่ำกว่าเด็กที่มาจากครอบครัวปกติและครอบครัวแตกแยก นอกจากนี้ยังส่งผลต่อจิตใจเด็ก คือ มีเหตุผลเชิงจริยธรรมต่ำกว่า มุ่งอนาคตต่ำกว่าเชื่ออำนาจในตนน้อยกว่า และสุขภาพต่ำกว่าเด็กที่มาจากครอบครัวปกติและครอบครัวแตกแยก 4. เด็กที่ขาดมารดา เพราะมารดาไปมีสามีใหม่ มีสุขภาพจิตต่ำกว่า เชื่ออำนาจในตนน้อยกว่า มุ่งอนาคตน้อยกว่า ก้าวร้าวมากกว่าเด็กที่มารดาเสียชีวิต หรือไปทำงานในที่ห่างไกล กตัญชลี ณรงค์ราช (2543) ศึกษาพบว่า วัยรุ่นชายที่ทำผิดกฎหมายได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย หรือแบบตามใจ และคบกับเพื่อนที่ทำผิดกฎหมาย อรอนงค์ ทรงสกุล (2544) ศึกษาพบว่า ความสามรถในการปรับตัวมีความสัมพันธ์กับการอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุน, มโนภาพแห่งตนและการสนับสนุนทางสังคม กล่าวคือผู้ที่มีมโนภาพแห่งตนดี จะปรับตัวได้ดีแม้ได้รับการสนับสนุนทางสังคมต่ำ ส่วนผู้ที่มีมโนภาพแห่งตนไม่ดี จะปรับตัวได้ดี เมื่อได้รับการสนับสนุนทางสังคมสูง ผลการศึกษาอิทธิพลของครอบครัว อาจสรุปได้ว่า ครอบครัวเป็นสถาบันแรกที่หล่อหลอมการเรียนรู้ทักษะทางสังคม ด้วยการเป็นแบบอย่างแก่เด็ก กำหนดทิศทางของพฤติกรรมด้วยการชมเชย รางวัล หรือตำหนิ ลงโทษ มนุษย์ได้รับประสบการณ์เพิ่มขึ้นตามวัยแต่ประสบการณ์ต่างๆในชีวิต มีอิทธิพลน้อยกว่าประสบการณ์ตอนต้นของชีวิตที่เป็นรากฐานของพฤติกรรมตลอดจนบุคลิกภาพของมนุษย์ |
|
| แก้ไขล่าสุด ( พุธ, 26 มีนาคม 2008 07:56 ) |


