| ทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์(พฤติกรรมเด็กและเยาวชน) |
|
|
|
| พุธ, 26 มีนาคม 2008 04:01 | |
|
2.ทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ Sigmund Freud (1856-1939) กล่าวว่า จิตใจของคนเราสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับตามการรับรู้ ได้แก่ 1. จิตสำนึก (The conscious) เป็นส่วนของจิตใจที่คนเรารู้สึกนึกคิดอยู่ในแต่ละขณะ 2. จิตก่อนสำนึก (The preconscious) เป็นส่วนของจิตใจที่ตามปกติแล้วเราไม่ได้ตระหนักถึง แต่หากใช้ความตั้งใจก็จะขึ้นมาสู่จิตสำนึกได้ เช่น การพยายามนึกถึงเหตุการณ์บางอย่างในอดีต 3. จิตไร้สำนึก (The unconscious) เป็นความรู้สึกนึกคิด หรือความต้องการที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ตามปกติไม่อาจขึ้นมาในระดับจิตสำนึกได้ อาจแสดงออกมาในความฝัน หรือแสดงเป็นอาการต่าง ๆ ของผู้ป่วย ซึ่งจะเบี่ยงเบนไปจากความคิดหรือความต้องการดั้งเดิม ฟรอยด์ยังแบ่งกระบวนการคิดออกเป็น 2 ลักษณะ 1. Secondary Process เป็นกระบวนการคิดที่เราคุ้นเคยและใช้กันอยู่ ในระดับจิตสำนึกและจิตก่อนสำนึกมีกระบวนการคิดเช่นนี้ เป็นการคิดที่ยึดเหตุผล มองสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง (reality principle) เช่น คนเราบางครั้งผิดหวังและบางครั้งก็มีสมหวัง หรือสิ่งที่ต้องการบางอย่างอาจต้องรอคอยบ้าง 2. Primary Process เป็นกระบวนการคิดในระดับจิตไร้สำนึก วิธีคิดเป็นแบบเด็ก ๆ ไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่สนใจเรื่องเวลาหรือสถานที่ สิ่งที่ต้องการคือความสุข ความสมหวัง ซึ่งหากต้องการก็จะต้องได้รับการตอบสนองทันทีจึงจะพอใจ โดยไม่คำนึงว่าผลตามมาจะเป็นอย่างไร (pleasure principle) ตัวอย่างที่เห็นชัดได้แก่การฝัน ซึ่งเหตุการณ์ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ สิ่งที่อยู่คนละมิติ คนละเวลากัน สามารถมาอยู่ด้วยกันได้ หากนึกถึงอะไรก็จะได้สิ่งนั้น นอกจากการแบ่งจิตใจออกเป็น 3 ระดับแล้ว ฟรอยด์ยังแบ่งโครงสร้างของจิตใจออกตามหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ 1. Id เป็นส่วนที่อยู่ในจิตไร้สำนึกเท่านั้น เป็นแรงผลักดันดั้งเดิมของคนเรา แบ่งออกเป็นแรงผลักดันทางเพศ (libidinal drive) และแรงผลักดันทางความก้าวร้าว (aggressive drive) การแสดงออกของ id เป็นไปตาม primary process และ pleasure principle 2. Ego เป็นส่วนที่ทำหน้าที่อยู่ทั้ง 3 ระดับของจิตใจ โดยจะควบคุม บริหารจัดการ ต่อแรงผลักดันต่าง ๆ ที่มามีปฏิสัมพันธ์กัน ทำหน้าที่ประนีประนอมระหว่างแรงผลักดันจาก id กับระเบียบหรือข้อจำกัดจากสภาพเป็นจริงภายนอก และแรงต่อต้านจาก superego โดยการทำหน้าที่เป็นไปตาม secondary process และ reality principle 3. Superego เป็นส่วนของจิตใจที่พัฒาขึ้นมาในระยะ edipal แบ่งออกเป็น conscience หรือมโนธรรมซึ่งมีหน้าที่คอยตัดสินความคิด การกระทำว่าถูกหรือผิด และ ego ideal ซึ่งเป็นส่วนของบุคคลในอุดมคติที่เราอยากเป็นหรืออยากเอาแบบอย่าง กลไกการเกิดอาการ (Symptom Formation) ปกติแรงผลักดันต่าง ๆ ภายในจิตใจ และจากสิ่งแวดล้อมจะมีปฏิสัมพันธ์กันโดยตลอด ไม่หยุดนิ่ง (dynamic) แรงผลักดันจาก id จะถูกต่อต้านโดย ego เนื่องจากหากความต้องการจาก id ได้ขึ้นสู่จิตสำนึก หรือแสดงออกโดยตรงอาจก่อให้เกิดผลเสียแก่บุคคลนั้นได้ ในบางขณะ superego จะเข้ามามีบทบาทร่วมด้วย แรงผลักดันที่มีลักษณะตรงข้ามกันเหล่านี้จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง (conflict) ขึ้น ซึ่งอาจเป็นความขัดแย้งของโครงสร้างต่าง ๆ ภายในจิตใจ หรืออาจเป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อพิจารณาถึงต้นตอของความขัดแย้งต่าง ๆ เหล่านี้จะพบว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากความขัดแย้งระหว่าง id กับ ego ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นจุดสำคัญในทฤษฎีจิตวิเคราะห์ เราเรียกความขัดแย้งระหว่าง id กับ ego นี้ว่า neurotic conflict เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นจิตใจจะอยู่ในสภาพเสียสมดุล (disequilibrium) แรงผลักดันจาก id มีแนวโน้มจะพุ่งขึ้นสู่จิตสำนึก ภายใต้สถานการณ์นี้จะเกิดมีสัญญาณเตือนต่อ ego ในลักษณะของความรู้สึกวิตกกังวล (signal anxiety) ทำให้ ego ต้องแก้ไขสถานการณ์โดยใช้กลไกทางจิต (defense mechanism) เข้าช่วย กลไกทางจิตที่ใช้เป็นลำดับแรกได้แก่ การเก็บกด (repression) ถ้าสำเร็จแรงผลักดันจาก id รวมทั้งความรู้สึกนึกคิดที่เกี่ยวเนื่องกับแรงผลักดันนี้จะถูกผลักกลับไปอยู่จิตไร้สำนึกตามเดิม เกิดความสมดุลของจิตใจขึ้นใหม่ ในกรณีที่กลไกทางจิตแบบเก็บกดไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องจากแรงผลักดันจาก id รุนแรงมาก ego อ่อนแอลงในช่วงนั้น หรือมีปัจจัยภายนอกมาเสริมแรงผลักดันจาก id ego จะใช้กลไกทางจิตรูปแบบอื่น ๆ เข้าช่วย (auxillary defense) เช่น reaction formation หรือ projection ลักษณะการแสดงออกจะเป็นในรูปแบบของการประนีประนอม (compromise formation) กล่าวคือ ให้แรงผลักดันจาก id ได้ขึ้นมาสู่จิตสำนึกบางส่วนในรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้ความต้องการจากแรงผลักดันดั้งเดิมได้รับการตอบสนองบ้าง ในขณะเดียวกันก็ยังแสดงถึงแรงต่อต้านจาก ego ในรูปแบบของกลไกทางจิตที่ใช้เข้าช่วย อาการต่าง ๆ ของผู้ป่วยที่แสดงออกมานั้นเป็นผลรวมของแรงผลักดันจาก id ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กลไกทางจิตที่ ego ใช้เข้าช่วยเสริม repression และ signal anxiety ที่ยังอาจมีอยู่บ้าง ทฤษฏีจิตสังคม อีริค อิริคสัน (Erik Erikson) เขาเชื่อว่าครอบครัวและสิ่งแวดล้อมทางสังคมเป็นศูนย์กลางเป็นที่ท้าทายให้เรียนรู้และผ่านพ้นไป การผ่านความท้าทายต่างๆ จะมีผลลัพธ์ทั้งที่ชอบและไม่ชอบอันจะมีผลต่อการพัฒนาการทางสังคมและบุคลิกภาพ ผลลัพธ์ทางบวกจะทำให้เกิดการมองโลกในแง่ดีและเกิดความรู้สึกที่ดีที่จะจัดการกับความท้าทายอื่นๆที่ตามมา และมองว่าเป็นสิ่งที่สามารถจะผ่านพ้นได้โดยง่าย เขาได้เสนอขั้นของการพัฒนาการ 8 ขั้น ที่เป็นผลมาจาการเผชิญภัยวามท้าทายต่างๆในชีวิตนับตั้งแต่วัยทารกจนถึงวัยชรา แนวคิดของอีริคสัน เรียกว่า ทฤษฎีจิตสังคม (Psychosocial Theory) การพัฒนาการตามวัยตามประสบการณ์ทางสังคมของบุคคล อันก่อให้เกิดคุณภาพหรือผลของการพัฒนาทั้งทางบวกและทางลบ 8 ขึ้น มีดังนี้ (Wortman, Loftus and Weaver, 1999 : 334) 1. ความไว้วางใจ – ไม่ไว้วางใจ (Trust versus Mistrust) พัฒนาในขวบแรกของชีวิตทารกจะเรียนรู้ที่จะไว้วางใจผู้ที่ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานให้ตน ส่วนทารกที่ถูกทอดทิ้งหรือให้การดูแลไม่สม่ำเสมอจะพัฒนาไปเป็นปู้ที่ไม่ไว้วางใจผู้อื่น 2. ความเป็นอิสระ – ความละอายและความสงสัย (Autonomy versus Shame and Doubt) พัฒนาในช่วงอายุ 1-3 ปี เด็กจะพัฒนาความเป็นอิสระด้วยการทำภารกิจง่ายๆ ได้สำเร็จ ส่วนเด็กที่ไม่สามารถจะพัฒนาความเป็นอิสระได้ จะรู้สึกสงสัยในตนเองและรู้สึกละอาย 3. ความคิดริเริ่ม – ความรู้สึกผิด (Initiative versus Guilt) พัฒนาในช่วงอายุ 3 – 6 ปี เด็กจะมีความคิดริเริ่มในการทำกิจกรรมใหม่ๆ แต่ถ้าความคิดริเริ่มของเด็กทำให้เด็กเกิดความขัดแย้งกับคนอื่นๆ เด็กจะรู้สึกผิด และหากความรู้สึกผิดมีมากเกินไปจะทำให้ไม่คิดริเริ่ม ดังนั้นเด็กจะต้องเรียนรู้ที่จะทำให้ความคิดริเริ่มของตนสมดุลกับความต้องการและความปรารถนาของผู้อื่น 4. ความขยันหมั่นเพียร – ความรู้สึกด้วย (Industrial versus Inferiority) พัฒนาในช่วงอายุ 6 ปี จนถึงวัยแรกรุ่น (Puberty) เด็กจะเรียนรู้ทักษะต่างๆ ในวัฒนธรรมของตนเด็กที่ขยันหมั่นเพียรจะรอบรู้ และสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเอง เด็กจะเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง ส่วนเด็กที่ล้มเหลวจะรู้สึกด้อย 5. เอกลักษณ์ – สับสนในบทบาท (Identity versus Confusion) พัฒนาในช่วงวัยรุ่นเด็กวัยรุ่นทุกคนจะต้องพัฒนาเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นการบูรณาการความรู้สึกว่าตนเป็นใครแตกต่างจากคนอื่นๆ ผู้ที่ไม่สามารถพัฒนาได้จะรู้สึกสับสนในบทบาทของตนในอนาคต ในทัศนะของอิริคสันการพัฒนาเอกลักษณ์เป็นพัฒนาการที่สำคัญของชีวิต 6. ความใกล้ชิด – ความโดดเดี่ยว (Intimacy versus Isolation) คนหนุ่มสาวจะพยายามที่จะสร้างมิตรภาพ และความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความรักกับคนอื่นๆ ผู้ที่ไม่สามารถจะสร้างสัมพันธ์ได้ จะรู้สึกโดดเดี่ยว 7. ความรับผิดชอบ – ความเฉื่อย (Generativity versus Stagnation) ผู้ใหญ่จะต้องพัฒนาความรับผิดชอบที่จะนำทางคนรุ่นต่อๆไป และสร้างผลงานที่มีคุณค่า ผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถจะรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อถอย และกลายเป็นคนเฉื่อย 8. ความมั่นคงสมบูรณ์ – ความสิ้นหวัง (Self – integrity versus Despair) ผู้สูงอายุจะรู้สึกมั่นคงสมบูรณ์ได้เมือเขามองย้อนไปในชีวิตและพบว่าเขามีผลงานเป็นที่พอใจ แต่ถ้าเขามีทัศนะว่าตนเองเป็นผู้ไม่มีความสามารถเขาจะรู้สึกสิ้นหวัง การพัฒนาบุคลิกภาพของแต่ละคนจะพัฒนาไปตามลำดับ แต่ละขั้นอาจจะสมบูรณ์ตามวัย หรืออาจจะขาดหายไปไม่สมบูรณ์ตามวัย ด้วยคุณภาพของการพัฒนาการแต่ละขั้นจะส่งผลต่อบุคลิกภาพในวัยผู้ใหญ่ เราจะพบว่ามีผลของการพัฒนาการปรากฏในลักษณะนิสัยต่อไปนี้ คือ ความหวังของบุคคล ทัศนะในการมองโลก การมองโลกในแง่ดีหรือแง่ร้ายการกำหนดแนวทางชีวิตของตนเอง การนับถือตนเอง ความมุ่งหมายในการกระทำสิ่งต่างๆ ความพึงพอใจในการทำงาน ความสม่ำเสมอในการประพฤติปฏิบัติ ความรัก ความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน ความเฉลียวฉลาด สุขุม |
|
| แก้ไขล่าสุด ( พุธ, 26 มีนาคม 2008 07:11 ) |


